Tommi's profile~.:o0-->ll+Welcome To My...PhotosBlogListsMore Tools Help

Tommi Ben

Occupation
Location
Interests
I am really enjoying my life. No need to be sad and bored! :) Life is a work of art, you gotta paint it colorful. Can make it anything you want. Don't have to stick to any rules. You don't need a high IQ to succeed in what you do. You just gotta have no doubt just believe in yourself. ;)

~.:o0-->ll+Welcome To My Space+ll<--0o:.~

Sites  
Photo 1 of 44
March 14

Trip to Germany

  
มานั่งรถเล่นกันที่ Rothenberg หุหุ
 
 
ย้ากก ในที่สุดก็มีเวลาได้อัพ space ซะทีหลังจากไม่มีเวลา + หาที่ต่อเน็ทไม่ได้ - -" มาอยู่เยอรมัน 3 วันแร้วก็สนุกมากมาย เที่ยวตลอดเวลา มาถึงวันแรกก็ไป Cologne อยู่ที่นั่น 2 วันไปเที่ยว the dome เป็นโบสถ์ที่สูงเสียดฟ้ามากๆ เดินขึ้นไปขาแทบหักเพราะสูงอย่างรุนแรง แถมตอนลงก็ไม่แพ้กันแทบจะคลานลงมา -*- โคโลญจ์ (ไม่มียี่ห้อเพราะไม่ได้เอาไว้ทารักแร้)เป็นเมืองที่สวยดี อากาศดีคนเยอะพอสมควร มี center ที่จะมีร้านรวง(มียี่ห้อทั้งนั้น) ให้เข้าไป shop กันให้กระเป๋าฉีก แต่เท่าที่ดูราคาก็ไม่ต่างอะไรกับที่ประเทศเรามากนักเว้นแต่พวกยี่ห้อเวอร์ๆ ที่ออกจะแพงไปหน่อย
 
 
ว่ากันว่าโบสถ์นี้บูรณะไม่เคยจะจบสิ้น ตอนไปเที่ยวก็ยังมีนั่งร้าน(ดี จะได้ไม่ต้องยืนให้เมื่อย)ให้เห็น
 
 
 
 
พอออกจาก Cologne ก็ไปเมือง Bonn ต่อ เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของ Beethoven แล้วก็ได้ไปถึงบ้าน Beethoven ซะด้วย *0* เจ๋งมากๆ
 
 
 
 
 
 
เสดแล้วก็ไปเมือง Rothenberg ต่อ อยู่อีก 2 วัน(ตอนอัพ blog นี้ก็ยังอยู่) เป็นเมืองแนวโบราณๆ สวยมากๆๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะมี wireless ให้ใช้ด้วย cologne เมืองใหญ่ๆแม่งมะมีให้ใช้ซะงั้น - -" แต่เมืองนี้สวยเจงๆ แต่มีผีด้วย 555+ เมื่อก่อนเมืองนี้การลงโทษก็แบบ ทรมาน มีพิพิธภัณฑ์โชว์เครื่องทรมานให้ดูด้วย ไปดูมาวันนี้ก็สยองดี หุหุ แต่ไม่ได้เอารูปให้ดูนะ เค้าไม่ให้ถ่ายอะ ดูเมืองไปพลางละกัน
 
 
 
 
ไอ้นี่ ทีแรกนึกว่าคน - -"
 
 
 
 
อันนี้เค้าจำลองเมืองเค้าเป็นตุ๊กตา สวยดีเนอะ
 
 
อันนี้ถ่ายจากหอนาฬิกา ลงทุนปีนขึ้นไปเลย ตามรูปด้านล่าง - -"
 
 
เสร็จแล้วก็ออกไปแถวๆนอกเมือง ไปเจอที่นึงคล้ายๆเป็นโรงพยาบาลเก่า บรรยากาศโหวงเหวงดี แต่ก็ยังสวยอยู่...
 
 
 
เอ๋...กรูมีโพสท่านี้ด้วยหรอ -*-
 
 
เสร็จก็กลับเข้าเมืองตอนเย็นๆ
 
 
 
ต้นไม้จะไม่มีใบเลย เพราะเพิ่งจะหมดหน้าหนาว (แต่สำหรับกรูยังไม่หมดนะ - -") ตอนกลับก็คงเริ่ม spring พอดี
 
 
ถ้าใครไม่อยากเดินจะนั่งรถม้าก็ได้ทั่วเมือง เหมือนแท็กซี่บ้านเรา เจ๋งดีใช้ม้า แต่มันคงจะเหนื่อยนะดูตัวซ้ายดิ ลิ้นห้อยเลย...
March 09

yeahhh~! เย้ๆ

ในที่สุดก็สอบเสร็จซะที ดีใจมั่กๆ พรุ่งนี้ก็จะได้บินซะที วันนี้อยู่บ้านเคลียร์ๆซักผ้าให้หมด แดดแรงเยี่ยงนี้ผ้าคงจะแห้งในเวลาอันรวดเร็ว - -" แล้วก็ต้องเตรียมจัดของ จัดไปทีละอย่างเผื่อลืมโน่นลืมนี่ แม่ดูจะเตรียมตัวดีกว่าเราซะอีก เอ๋? ใครไปกันแน่หว่า 555+ เอาพระมาให้เยอะมากๆๆ มีทั้ง หลวงปู่ทวด(เหยีบน้ำทะเล อะไรนี่แหละ หุหุ) ครุฑ เอาไว้ช่วยเราบินได้ (มั้ง) แล้วก็มีพระที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง จตุคามรามเทพ แม่บอกให้ใส่ไว้นะลูก เอ่อ...เคยเห็นคนอื่นใส่ก็ยังคิดอยู่ว่า ใหญ่ได้อีกนะเนี่ย แล้วเราใส่ไปสงสัเดินแบบคอตกๆ แน่ๆเรย ว้า~ เลยบอกแม่ว่าใส่ในกระเป๋าแทนได้ป่าว กลัวว่าใส่ไปจะโดนตบแย่งไปน่ะสิ กลายเป็นล่อโจรซะอีก -*- เมื่อวานก็ไปดูหนังมาเรื่อง หอ เกริกกมล แตก มา สนุกมากๆ คือเป็นหนังที่ทำเพื่อให้ฮาโดยเฉพาะ ดังนั้นใครที่ไปดูแล้วออกมาบ่นว่า ไร้สาระ ต่อไปแกก็ไปดูพวก Discovery, Animal Planet ซะนะ ได้รับสาระเต็มๆ เชื่อสิ หุหุ เอาเป็นว่าอัพเท่านี้ ไม่มีไรมากจ้า
 
 
Finally, the exam is over!! I'm so happy~ :) And tomorrow is the day I've been waiting and counting down for, haha. Today, I'm at home, preparing everything. I'll have to wash all the clothes, and I'm sure they will dry quickly cos the sun doesn't only shine so bright, but is also very hot! lol I'll start packing after washing my clothes. I don't wanna forget anything, so it is my packing day. :P Mum seems to be well-prepared more than I am...I'm not sure who exactly is gonna fly...haha. She's given me so many amulets, hehe. One of them is very popular in Thai society at the moment, and she told me to hang that on my neck...Well, the size isn't quite small, and I think instead of preventing me, it could make me hurt cos many people want it and might hurt me to take that away! lol So, I told mum that I would keep it in my rucksack - -" Yesterday, I went to see a movie that I really wanna see before leaving. I saw the trailer, and it was very funny. The movie is made for making people laugh, so if you wanna see something useful or earn some knowledge...you can't expect those from this movie, hehe. Anyway, it's called Hor Taew Tak (The queers domitory) haha. The poster is up there. ;)
March 06

สอบเสร็จไปอีกวัน

เฮ้อ สอบเสร็จไปอีกวัน ก็เลยมาอัพ space ซะหน่อย ฮ่า..ทีแรกก็นึกว่าจะทำไม่ได้เลยนะเนี่ย แต่ก็ทำได้นะส่วนมาก ยิ่งข้อแปลอังกฤษ หุหุ ได้มาฟรีๆ 5 คะแนน นอกนั้นก็รอดูตอนผลออกละกันนะ ส่วนอีกวิชาก็บาสเก็ตบอล ข้อสอบก็ถามซ้า ชีทก็มีมาให้อ่านแค่ 2 แผ่นอะนะ ถามไปได้ตั้ง 60 ข้อ มาข้อแรกก็เกือบจะซัด choice NBA ไปซะแระ ก็เคยเห็นแต่สมาคมนี้นิหว่า ดีนะนั่งข้างๆ น้องแก้วสุดหล่อมาช่วยชีวิตเรา(และผองเพื่อน) เอาไว้ได้ - -" สรุปก็ผ่านจบไปด้วยดีสอบวันนี้
 
งานวิจัย....คือกลุ่มเราก็ไม่ได้ยากมากมายอะไรอะนะ ทำไมไม่มาช่วยๆกันทำให้มันเสร็จล่ะจ๊ะ เคก็นะโทรไปจะถามซักหน่อยว่าต้องทำยังไง "เออ ทอมก็ประเมินผลไปเลย" -*- คือกรูก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงอะนะ แบบทดสอบก็ไม่ได้เป็นคนคิด คนคิดก็ช่วยมาบอกหน่อยสิจ๊ะ แหม มาถึงก็เอาไปประเมินเลยนะ เหอะๆ คุยไปคุยมาก็นัดกันวันรุ่งขึ้นให้มาช่วยกัน อืม...มันต้องแบบนี้สิอยู่กลุ่มเดียวกันก็ต้องช่วยกันให้มันเสร็จๆนะ คือคะแนนมันก็ไม่ใช่น้อยๆนะ ตั้ง 50 ทำให้มันผ่านๆไปเถอะนะ ได้โปรด...
 
ตอนนี้ก็จะเหลืออีกเพียง 3 วัน ก่อนจะติดปีกบินโลดแล้ว ดีจายจิงๆ ได้ไปเที่ยวเต็มที่ พักผ่อนแบบไม่ต้องมีภาระอันใดให้คิดให้ขบ งงงานก็ไม่ต้องทำ คือเห็นเพื่อนๆ จะไป Work & Travel โปรแกรมเบ๊ชั้นสูงกัน เราก็ไปเหมือนกันนา เพียงแต่เป็นโปรแกรม ไม่ Work แต่ Travel อิอิ จะถ่ายรูปมาแปะไว้ให้ดูกันนะจ๊ะ คาดว่าไปที่โน่นคงจะหนาวแน่ๆ แต่ตอนนี้เห็นว่าอากาศเริ่มดีขึ้นแว้วว จาก 9 องศา ขึ้นมาเป็น 18 องศา อืม แบบนี้ค่อยดำรงชีวิตอยู่ได้หน่อย นึกว่าจะต้องใส่เสื้อ 38 ชั้นเป็นแหนมซะแร้ว เพื่อนๆก็ดี๊ดี ไม่มีใครบอกกรูให้เดินทางปลอดภัยซ้ากกะคน มีแต่ "อย่าลืมของฝากกรูด้วยยย" 555+ ไม่เป็นไร อันนี้เข้าใจดี
 
เหลือสอบอีกตัวนึงนั่นคือ วิชาพืชกับมนุษยชาติ (ชื่อฟังดูยิ่งใหญ่ เพราะสำหรับผู้ยิ่งใหญ่เรียนเท่านั้น) ก็ไม่เข้าใจทำไมต้องจัดสอบซะหลังชาวบ้านชาวช่องเค้า เหมือนกัน สงสัยอาจารย์จะเด็กแนว เอาเถอะ ก็ยังดีที่ไม่ปาไปกลางเดือนโน่น แบบนั้นคงแย่
 
เอ้อเกือบลืมว่าวันนี้มีเรื่องเสียววูบวาบเหมือนกัน ก็ตอนนั่งรถกลับบ้านอยู่ๆก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณหนูหมิงบอกว่า "ทอมป่าวจ๊ะ เนี่ยเราเห็นทอมยังไม่เซ็นชื่อวิชา E-Media อยู่คนเดียวเลยนะ จะมาเซ็นป่าว พี่ TA เค้าจะเอาภายในวันนี้ด้วยนะ" ...อะซวยสิกรูนั่งรถจะถึงบ้านอยู่แระนะ เลยต้องขอความช่วยเหลือจากคุณหนูให้บอกให้คุณเอกไปช่วยเซ็นให้หน่อย ก็ผ่านไปด้วยดี เฮ่อ...รักเอกนะจ้า จุ๊บๆๆ หุหุ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนว่ามีหอกมันพุ่งมาเสียบหลัง...ฉึก!!! แล้วก็มีเชือกต่อปลายหอกไปถึงใบเซ็นชื่อนั่นเลย เหมือนว่ากรูต้องกลับไปเซ็นหรือนี่ แต่เป็นไปไม่ได้แล้วตอนนั้น หาอะไรมาตัดมันออกซะ ก็ได้คุณหนูหมิงกะเอกนี่ล่ะนะ มาช่วยไว้ ดีใจจังมีเพื่อนใจดี ไม่งั้นได้ติด I แน่เลย ว่าแต่ I มันย่อจากอะไรหรอ? I ฟาย ปะ? ไม่ใช่มั้ง...- -"
 
โอ้จะเที่ยงคืนแระนอนดีกว่า พรุ่งนี้ตื่นไปฟาดฟันงานวิจัยอีก ขอให้มันจบๆไปซะทีเจ้าประคุณ เพี้ยงงง!
 
 
จะไปที่เน่ สวยอย่างแรง
 
 
อันนี้ก็ที่เดียวกันแหละ แต่ตอนหิมะตก
March 02

เจ๋งดีนะ เอาไปใช้ได้เพื่อนๆ 555+

คั่วผู้ชายโครตรวยต้อง สวยปิ๊ง
คั่วผู้ชายมาดนิ๊งต้อง ปิ๊งกว่า
คั่วผู้ชายออดอ้อนต้อง มารยา
คั่วผู้ชายแพศยาต้อง เอ็นดู
 
คั่วผู้ชายในกลุ่มต้อง ซุ่มเงียบ
คั่วผู้ชายมาดเฉียบต้อง สุขุม
คั่วผู้ชายรักสนุกต้อง ยาคุม
คั่วผู้ชายสวนลุมต้อง เตรียมตังค์
 
คั่วผู้ชายทันสมัยต้อง ใจเด็ด
คั่วผู้ชายหัวเห็ดต้อง แสร้งโง่
คั่วผู้ชายหนุ่มใหญ่ต้อง ฟอร์มโต
คั่วผู้ชายคุยโวต้อง อดทน
 
คั่วผู้ชายหน้ายิ้มต้อง ยิ้มตอบ
คั่วผู้ชายซักกระสอบอย่า สับสน
คั่วผู้ชายบ้านรวยต้อง แกล้งจน
คั่วผู้ชายสัปดนต้อง เตรียมใจ
 

คั่วผู้ชายในบาร์ต้อง กล้าทิป

คั่วผู้ชายในลิฟท์ต้อง หน้าใส
คั่วผู้ชายบนรถเมล์ แถเข้าไป
คั่วผู้ชายบ้านใกล้ อย่าใส่กลอน
 
 
คั่วผู้ชายชอบเที่ยวต้อง เปรี้ยวจัด
คั่วผู้ชายอ่อนหัดต้อง คอยสอน
คั่วผู้ชายละอ่อนต้อง อย่างอน
คั่วผู้ชายใจร้อนต้อง ใจเย็น
 

จะคั่วชายประเภทใดดูให้ทั่ว

แต่อย่าคั่วผัวชาวบ้านเย้ยให้เห็น

 ประเดี๋ยวจะหน้าแหกแหลกกระเซ็น

เมียเสือกเห็นแล้วจะหาว่าไม่เตือน...

 

ป.ล. Blog นี้ไม่มีความสามารถจะแต่งเป็นกลอนอังกฤษได้นะ 555+ Exclusive for Thai na jaa

February 28

New Videos of my piano playing. Tried my best for them!!

 
 
ทีแรกไม่ได้กะจะอัดเลย ว่าจะไปซ้อมเฉยๆ แต่ก็อยากอัดมานานแล้วซ้อมมานานแต่ก็ยังมีผิดอยู่เหมือนกัน - -"  แต่เพราะหากล้องไม่ได้เลยไม่มีโอกาสได้อัดซักกะที 555+ มีแต่กล้องมือถืออัดออกมาก็เน่าๆ แต่นี่ก็อัดด้วยกล้องมือถือเหมือนกันนะเนี่ย แต่มันเป็นโนเกียรุ่นที่กล้องมันดีๆแล้ว ต้องขอบใจคุณน้องชายที่ช่วยอัดให้นะ
 
Didn't expect to record these videos today, but my li'l bro was with me and wanted to record the videos. I also had a thought that I would record these songs, but I just couldn't find the good video recorder, haha. All I've got is just my cracked mobile phone with the bad quality (even though, it's already set as "perfect quality") These files are also recoreded by the mobile phone (of my bro) It's the nokia N90, and the quality is great for the mobile phone. lol Thanks for him to be patient cos I tried many, many times to finish the songs! haha...
 
อะ ใส่รูปไว้ให้เป็น Credit นิดนึง (คนซ้ายนะ - -" คนขวานี้เสด็จแม่)
The picture for his credit. lol
 
*+*+*+*จะปิดเพลงก็อยู่ด้านซ้ายเน้อ*+*+*+*
If you want to stop the song, the player is on your left hand side. ;)
 
  
 
อันนี้แอบมึนตอนหลังเล็กน้อย - -" There's a li'l mistake in the end, haha, but I tried my best, though!!! :P
 
  
 
เพลงนี้ก็ เกือบ..จะ perfect แระ แต่ตื่นเต้นโคตรอะนะ ไม่ไหว... This song is almost perfect, but I was sooo excited! Couldn't compose myself, haha.
 
ขอบคุณทุก comment
Thanks for all comments jaa. :)
February 26

ความรู้สึก...feelings...

ก่อนอื่นต้องขอปรบมือดังๆ ให้แก่ผู้หวังดีที่ทำให้วีซ่า 3 เดือนกูโดน ยกเลิก และโดนสัมภาษณ์ใหม่ ได้กลับมาแค่ เดือนเดียว ความสามารถยอดเยี่ยมมาก ที่สามารถเปลี่ยนความคิดของสถานทูตได้ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันจะมีปัญหาอะไรกะอีแค่กูจะไป แค่ 3 เดือน ช่วงปิดเทอม ทำไมไม่คิดซะว่าเรียน summer เหมือนคนทั่วๆไปเค้า? ทำไมต้องทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ อ่านถึงตรงนี้คุณอาจคิดว่า ก็เค้าเป็นห่วงแกไง อันนั้นรู้แหละนะ รู้ตั้งแต่ตอนบอกว่าจะไปแล้ว คือเป็นห่วงได้ไม่ว่า แต่อย่าให้มันเกินขอบเขต คนเราต้องหัดเคารพการตัดสินใจของคนอื่นซะบ้าง ไม่ใช่จะ เอาแต่อารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่ "กูไม่อยากให้ไป มึงก็ต้องไม่ไป" มันไม่ใช่นะเว้ย ถ้ากลัวว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นแล้วทำไม? อย่างน้อยมันก็เป็นการตัดสินใจของกูเองถ้ามันจะผิดพลาดอะไรอย่างน้อยก็คือมีคนเตือนแล้ว แต่กูก็ยังจะเลือกทางเดินนี้ต่อไปมันก็ช่วยอะไรกูไม่ได้ แม้ว่ามันจะมีเหตุอะไรก็ตามเกิดขึ้นอันจะทำให้กูตกทุกข์ได้ยาก กูก็ไม่ใช่คนโง่จะมานั่งงอมืองอเท้าปล่อยให้อะไรร้ายๆเกิดขึ้น คนเราก็มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดทุกคนล่ะนะ
 
หวังจะให้คนอื่นมองอะไรสองด้าน แต่ตัวเองทำรึเปล่า? คิดว่ากูมองไม่เห็นความเป็นห่วงที่ให้เหรอ ผิดแล้ว.. ตรงกันข้าม ตัวเองนั้นไม่ได้เห็นถึงความเหน็ดเหนือยและความพยายามทั้งกายและใจอย่างหนักของกูในการบากหน้าไปของวีซ่า ให้เค้าดูถูกดูแคลนอย่างคนชั้นต่ำ อย่างน้อยก็ได้พระเกี้ยวบนไทด์ช่วยไว้ได้หน่อย...พอไปขอเสร็จก็ต้องมานั่งลุ้นผล ตอนวิ่งหาเอกสารมีใครมาช่วยกูไหม?? ถึงช่วยก็อย่างไม่เต็มใจ จะว่าไปไม่นับว่าช่วยก็เห็นจะได้นะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างกูทำด้วยตัวกูเองแล้วกูก็ทำสำเร็จซะด้วย กูอายุเท่าไหร่แล้ว? ตัดสินใจ คิดอะไรเองได้  กูไม่ใช่คนที่คิดสั้นเห็นความสุขชั่วครั้งคราวแล้วอยากจะคว้าไว้ ที่กูจะไปกูจะได้อะไรเยอะแยะกลับมากูก็ตระหนักดี ส่วนนึงของอนาคตกูก็ขึ้นอยู่กับการเดินทางครั้งนี้ กูไปกูได้เรียนรู้ภาษาหวังไว้เพื่ออนาคตตอนกูไปเป็นสจ๊วต ครั้นจะไปเรียนโรงเรียนภาษา มีปัญญาส่งกูไปเรียนมั๊ยล่ะ? เพราะถ้าไม่ได้ไปกูจะเรียนมันที่โรงเรียนสอนภาษานี่แหละ คอร์สนึงก็หมื่นนิดๆ สิวๆเอ๊ง ส่งได้มั๊ยล่ะ? โอกาสแบบนี้จะไปหาที่ไหนได้อีกห๊ะ?
 
ตอนนี้เหลือเวลาที่จะได้อยู่ที่โน่นก็แค่ 1 เดือน กูก็จะพยายามด้วยสมองของกูที่จะเรียนรู้สิ่งที่มันจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของกูให้ได้ดีที่สุดละกันนะ กูเข้าใจดีว่าทุกคนก็เป็นห่วงเป็นธรรมดาที่กูจะไป เพราะเดินทางคนเดียว + เป็นครั้งแรกแต่อย่าให้มันเกินไป พ่อแม่ยังห่วงลูกได้ไม่ผิด แต่...ไม่ได้หมายความว่าจะมาสามารถกำหนดทางเดินชีวิต และการตัดสินใจของลูกได้ คนเราทุกคนมีอิสระเป็นของตัวเอง หรือไม่อย่างน้อยก็ควรจะมี...ถ้าไม่ได้มีการเรียนรู้ชีวิตด้วยตัวเอง อีกหน่อยจะอยู่ในสังคมยังไงวะ?? ไม่ใช่อะไรนิดอะไรหน่อย แม่....ป๊า.....อาม่า...อาอึ้ม อาเชี่ย ห่า อะไรก็ช่างแม่งเหอะ รมเสียมากๆว่ะ -*- ทำไมเหรอ? ถ้ากูจะพูดความรู้สึกของกูออกมามันผิดมะ? แล้วถ้ากูพูดออกมา กูจะไม่ได้ไป...??? เอาไรมาตัดสินมากำหนดห๊ะ?
 
แต่สิ่งที่อยากจะพูดสุดๆก็คือว่านะ "ไม่ว่าใครหน้าใหนก็ตาม ที่เป็นเหตุให้กูไม่ได้เดินทางครั้งนี้ เพื่ออนาคตของกู ก็เท่ากับว่าเป็นตัวทำลายชีวิตกู ดังนั้น...ก็อย่าได้หวัง..ว่ากูจะมองหน้าด้วย เพราะในเมื่อสามารถทำลายอนาคตกูได้ กูก็จะไม่เสียเวลา เสวนาด้วยเพื่อให้มาทำลายชีวิตกูมากไปกว่านั้นอีก"
 
จบ.
 
 
 
First of all, I'd like to clap my hands for someone who could make my 3 months visa ended. I was reinterviewed and got back only 1 month length...The ability of changing the embassy's mind was so amazing! I don't realize what will be a trouble if I go to Germany just 3 months. It's my long vacation, and I'm not going to do anything useful if I'm here. Why don't you think that I'll just go for studying a summer course like other friends of mine? Why do you have to make this issue a big trouble?? You may think "because she's worried about you". Yes! I realize that, I really do. I've known it since I said I would go for 3 months. You can be worried, but...it shouldn't be an overworriness. It has to be a limit because you should respect someone's decision. It's not that just your 'feelings'...If there'll be anything happened to me, at least, it's all my own decision to choose the way I want. Again, if anything bad will happen to me, I'm not kinda boy who will just do nothing for suvivorship. Eveyone..I mean, every creatures have their own instinct to make their lives get through....
 
You wish me to look on both sides of things, but what 'bout you? You may think I overlook your worriness, but that's not true. On the other hand, you didn't realize how hard I tried at the embassy to make those visa stuffs successful. I exert myself...I went there to be insulted like someone that is so depraved. After that, I had to anxiously wait for the result. When I needed help with the documents the embassy wanted to see more, who was there with me? No one...I had got only 4 hours to complete that task, and I did it quite well after all. How old am I right now? I've got my brain, I can decide, I can think. I'm not a person who only takes occasionally happiness. I really realize that I'll get some good experiences from this trip, and a part of my future job is dependent on it as well. I'll learn more language which will be very useful for a flight attendant job. Do you tihnk of this??? No, I bet... It's a big contrast between learning languages from tutorial school and learning them by real situation. I don't think learning from tutorial school is a good idea for me. It's just like my English that it started from talking and listening, not reading and writing...Furthermore, the course is not quite cheap either. Can you handle it if I want to study that for the whole vacation?? It costs only 2-30,000 baht!!! Could you find me a good chance like this in the future? I guess not...
 
Now that I've got only 1 month time, I'll try my very best to learn all things that will be useful for my future. Everyone will be worried because it's my first trip alone as well as my first time to Europe, I know that, but don't overdo it...Parents can be worried for their child, but it doesn't mean that they are able to control the child's life. They can't decide for what the child's going to do. They have to be measure, resonable and understood that every single life needs freedom...either in thinking or living life. If one never faced how to deal with situation in real, when his/her parents're gone, what is he/she supposed to do?
 
What do you use to judge that I will have no chance to go 'if I express these feelings out' in spite of the fact that I've already got the visa? Anyway, one thing that I really wanna say is that "No matter who is the primary cause to make the trip for my future over, it also means that that one is a destroyer of my life. Then, it's hopeless to think that I would pay any attention on her because wasting my time with that kinda person will only make my life even worse...."
 
 
-The End-
February 25

ได้วีซ่าแร้วว

อุอุอุ ในที่สุดก็ได้วีซ่ามาแว้ววว อีก 14 วันจะได้หนีร้อน ไปหนาวเหน็บอยู่ที่โน่นล่ะ ใครว่างไปส่งก็ได้นะ ใครไม่ว่างไม่ต้องมา เพราะจะไปส่งหรือไม่ไปก็ไม่ได้ของฝากทั้งนั้น 555+ ล้อเล่น แต่ก่อนอื่นใดต้องเคลียร์ไอ่งานวิจัยบ้าบอนี่ให้เสร็จซะก่อน เหลือสอบอีกสองตัวอีก ก็ต้องไปอ่านหน้าห้องสอบอีก เอ้ย อ่านก่อนล่วงหน้านิดนึง ดีใจมากมายได้วีซ่ามา ลุ้นแทบแย่แหนะ โดนเรียกไปสัมภาษณ์กะฝรั่ง ตัวต่อตัว อีก สงสัยไรกรูนักหนาหะ? เห็นว่าหน้าตากระชากใจอะสิ อยากเห็นหน้าก็บอกดีๆ ทำเป็นมาเรียกสัมภาษณ์ โฮะๆๆ (คิดไปเอง - -")
 
"คุณ อรรณพ เชิญช่อง 10 คับ สัมภาษณ์เพิ่มเติม"
เข้าไปถึง
"Please close the door" (ปิดประตูด้วยนะคับ)
อะเห็นกรูหน้าตาเหมือนแม่บ้านไง สั่งปิดประตูแน่นๆ เอากาแฟด้วยมั๊ยคุณ?
"What is the relation between the inviter and you?" (คุณเป็นอะไรกับคนเชิญ) มาถึงก็ใส่เลย ไม่ถามกรูเลยว่าพูดอังกฤษได้รึเปล่า แต่ก็ งูๆปลาๆได้อะนะ
"Well, he is a friend of my mum's friend" (อ่อ เค้าเป็นเพื่อนของเพื่อนแม่ผมน่ะคับ)
"Wait, first of all, before you answer any questions, don't be nervous and please don't lie because we've got our mean to find the truth. If we find out that you are not saying the truth, you are not going to get your visa for sure" (เด๋วก่อนนะ ก่อนอื่น ก่อนที่จะตอบคำถามให้ตั้งสติดีๆ อย่าลนลาน และช่วยตอบทุกอย่างเป็นความจริง เพราะเราก็มีวิธีตรวจสอบข้อมูลของเราเหมือนกัน ซึ่งหากเราพบว่าคุณโกหกมันจะไม่เป็นผลดีต่อตัวคุณแล้วคุณก็จะไม่ได้วีซ่าแน่ๆ)
 
แนะขู่กรูอีกแหนะ กัวมากเลย (แต่ก็กัวจิงๆเหมือนกันนะตอนนั้น)
 
"What is the relation between the inviter and you?" (คุณเป็นอะไรกับคนเชิญ) ถามซ้ำอีก
"I assure that he's the friend of my mum's friend" (ผมยืนยันว่าเค้าเป็นเพื่อนของเพื่อนแม่อีกทีนึงนะคับ)
"So, how did you get to know each other?" (แล้วคุณรู้จักกันได้ยังไง?)
"He had his plan to visit Thailand, but at the moment my mum's friend was not free, so she asked me to take care of her friend and guide him as she knew that I can speak English, so she was sure that I would take good care of her friend. When he was here, I took care of him quite well." (คือเค้ามีแผนว่าจะมาเที่ยวประเทศไทย แต่ตอนนั้นเพื่อนแม่ผมเค้าไม่ว่างเค้าเลยมาถามผมว่าจะพาเพื่อนเค้าเที่ยวได้ป่าว เพราะเราก็พูดอังกฤษได้น่าจะเทคแคร์เพื่อนเค้าได้ดี พอตอนเค้ามาผมก็ดูแลเค้าดี)
"How long have you known each other?" (แล้วคุณรู้จักกันมานานเท่าไหร่แล้ว?)
"Almost a half year until now" (ตอนนี้ก็เกือบครึ่งปีแล้วคับ)
"Before he came here, had you talked to him or had any kind of contacts?" (ก่อนที่เค้าจะมาเที่ยว คุณได้คุยกับเค้าหรือติดต่อกันทางใดบ้างรึเปล่า?)
"Yes, we chat on the internet some times" (คับ มีแชทกันบ้างทางเน็ท)
"Does he know your family well?" (แล้วเค้ารู้จักครอบครัวคุณดีมั๊ย?)
"Yes, very well, he got along with mum so well. He also spent some times with my family as well." (อ่อคับ รู้จักกันดี เข้ากันได้ดีกับคุณแม่ด้วย อีกอย่างเค้าก็ใช้เวลาบางส่วนอยู่กับทางบ้านของผมด้วยนะ)
"OK, your visa is approved, but....we can't give you like 90 or 80 days of duration of stay.We can only give you 31 days. Your visa can't be extended after it's expired, and when you get back here, you have to show up at the embassy within 5 days or your name will be on a black list." (โอเค ตกลงว่าเราอนุมัติวีซ่าให้คุณ แต่เราออกให้คุณไม่ได้แบบ 90 หรือ 80 วันตามที่คุณขอมา เราให้ได้แค่ 31 วัน วีซ่าหมดอายุแล้วห้ามต่อที่โน่น แล้วหลังจากกลับมาที่ประเทศไทย ต้องมารายงานตัวกับทางสถานทูตภายใน 5 วันไม่เช่นนั้นชื่อคุณจะโดน black list)
 
เอ้า กรูไปเผลอฆ่าแม่อีท่านทูตตอนไหนวะ ต้องรายงานตัวด้วยเนี่ย -*- แล้วขอไปสามเดือนให้มาเดือนเดียวอะนะ แต่ก็โอเคล่ะดีกว่าไม่ได้อะไร เพราะเห็นคนอื่นไม่ได้กันหลายคนอยู่ พอใจในสิ่งที่ได้ก็แล้วกัน อะคุณแม่ ไปแค่เดือนเดียวแล้วนะพอใจยัง? บอกไปสามเดือนนี่ทำท่ายังกะกรูเป็นปิศาจ เฮ้อ...จะว่าไปตอนตอบคำถามนี่แบบ ต้อง acting มากๆ มั่นใจ + ฉะฉาน และจ้องตามันไว้ ได้ผลดีเหมือนกัน นี่ถ้าพูดอังกฤษไม่ได้คงจะแย่...- -" ดีมันไม่พ่นเยอรมันใส่ ตายแน่ๆ
สรุปก็ได้วีซ่ามาเดือนนึง ว้า จะเที่ยวหมดรึเปล่าก็มะรู้อุตส่าห์วางแพลนไว้ซะดีเด่น ไหนตอนกลับต้องแบกของฝาก (ที่ตอนนี้ก็จำไม่ได้แล้วว่าใครจะเอาอะไร) กลับมาอีก แถมขอกันทีแบบตั้งตัวได้เลย ขอหมวกหลุยส์แบบนี้ เอาหลุยส์โบ้เบ้ไปก่อนได้มะ  อิอิ บางคนเอาของกิน หิ้วมาถึงก็เฟี้ยงใส่ขยะพอดีไง ขอรองเท้า?? แกซื้อที่นี่จะถูกกว่ามั๊ย??? ไปเที่ยวน่ะไม่ได้ไปทำงานขออะไรที่แบบ เป็นของฝากจิงๆ ได้ปะ ขอกันทีเป็นของขวัญของกำนัลกันเลยนะ 555+ พอออกมาจากสถานทูตก็ โอ้ นี่ได้วีซ่าแล้วหรอ พอเปิดๆดู อ้าว...ทำไมมันมีหน้าวีซ่าสองแผ่นล่ะนี่ อ๊ะอะไรเนี่ย ทำไมแผ่นนี้โดนกากบาทสีแดงใหญ่?? อ่านๆดู หืมมม นี่มันแผ่นที่ได้ 84 วันที่ขอไปนี่หว่า ใครวะมันดันมาตรวจซ้ำ แล้วกาทิ้ง แล้วให้แค่เดือนเดียว หนอยเจ็บจายๆ เจ็บใจไม่ใช่เพราะไม่ได้ 84 วันที่ขอไปแต่ นี่ พาสปอร์ตเล่มใหม่ของกรู เปิดมาหน้าแรกโดนกากบาท สวยมั๊ยล่ะ -*- ขายขี้หน้าประชาชี เปิดไปอีกหน้า อืม สวยดีนะวีซ่ามัน แต่เป็นเยอรมันหมดเลยวุ้ย แปลไม่ออกๆ รู้แต่ พวกตัวเลขยังพอเข้าใจว่า วีซ่าเริ่มวันไหน หมดวันที่เท่าไหร่ ทำวันไหน ชื่อนามสกุลเรา หมายเลขพาสปอร์ต แต่ข้างล่างมีแบบ หมายเหตุเป็นเยอรมัน อันนี้อยากรู้อย่างแรง พอได้โอกาสก็ถามคุณโทมัสเลย อีนี่ก็แปลซะกรูหัวใจจาวายตายคาที่ ทีแรกบอกว่า "หมายเหตุ : ตำรวจทุกนายช่วยจับตาดู คนนี้อาจเป็นเด็กไม่ดีให้ดูแลเป็นพิเศษ" ชิหายถ้ามันจิงนี่กรูจะไปเพื่อ?? พอถามว่าจิงหรอ? เค้าบอก "บ้าดิ ล้อเล่น จิงๆ เขียนว่า วีซ่าท่องเที่ยว ไม่อนุญาตให้ทำงาน ห้ามต่ออายุวีซ่า" เออ แหมมาอำซะตกใจ - -* โอ้จะว่าไปเวลาก็เดินเร็วเหมือนกันนะเนี่ย วันนี้วันเสาร์ เสาร์หน้า...ยังไม่ไป แต่เสาร์ถัดไปก็บินแล้ว ไหนใครบอกให้กรูไปขึ้นเครื่องที่ดอนเมือง เดี๊ยะเอาแหนมดอนเมืองฟาดหน้า เค้ายังอยู่สุวรรณภูมิกันอยู่เลย -*- แต่ตอนกลับก็ยังไม่รู้เหมือนกัน โอ๊ะๆ เขียนไปเขียนมาจะตีหนึ่งซะและ พรุ่งนี้ก็อยู่บ้านอีก ไม่รู้ไอ่ไฟฟ้ามันจะดับไฟอีกป่าววะ(วันอาทิตย์) ดับอีกนี่มีเซ็งเง็ก
 
พูดถึงวันนี้ก็ไปดูหนังมา music and lyrics หนังรักกุ๊กกิ๊กๆ น่ารักดี เพลงก็เพราะ อยากดูก็กดดูเอาละกัน เอามาแปะให้ถึงที่
 
 
  
 
 
สอบเสร็จต้องเตรียมของอีก ยังไม่รู้ต้องเตรียมไรมั่งแต่ที่รู้ๆตอนนี้ก็มี iPod สาย usb iPod โน้ตบุค (จ่ายเงินแกไปก็ตั้งเป็นหมื่นละยังจะมายึดอีก เด๋วสับเละ ฝันไปก่อนสิแก - -*) เด๋วต้องไป list อีกทีนึง รู้สึกว่าของใช้ส่วนตัวก็จะเยอะเหมือนกัน ที่โน่นคงไม่มีขายอะนะ อย่างพวกกระดาษเช็ดก้นเด็กมามี่โปะโกะซองสีน้ำเงิน(เอาไว้เช็ดหน้า 555+) ก็ต้องเตรียมกันไป ไรอีกอะ อ่อ พวก อุปกรณ์พรางหน้า(ให้ดูแย่กว่าที่เป็นจริง 555+) เจล<ใส่ผมน่ะนะ> (อันนี้ขาดมิได้)
 
* ถ้าใครช่วยนึกอะไรที่น่าจะเอาไป ออกก็เม้นไว้ได้นะจะเข้ามาดู อิอิ* ตอนนี้ไปนอนแระ พรุ่งนี้ก็จะเหลือแค่ 13 วัน วุ้ย วันนึงๆหมดเร็วยังกะ กินน้ำสแปลช (ขวดนึงน้อยชิหาย - -")
February 19

โอ้ยยย....

หาที่ระบายไม่ได้แร้ววว สุดท้ายต้องมาลงที่ space นี่แหละ -*- มะรืนนี้สัมภาษณ์วีซ่าไปเยอรมันแล้ว ไม่นึกว่าจะต้องมานั่งเครียดกะมานเพราะเมื่อก่อนคิดว่า เมกา ยากกว่านี้เยอะ แต่ก็นะ ที่นี่ก็มีแบบ screen ไม่ให้ผ่านเหมือนกัน...ไม่รู้เหมือนกันทำไมต้องเป็นถึงขนาดนี้ เอกาสารก็ครบ...ทุกอย่างเรียบร้อย มีขอใบรับรองสภาพความเป็นนิสิตอีกตะหาก แต่กัวอี จนท.มันจะถามโน่นถามนี่เยอะน่ะสิ ได้อ่านๆมานี่แสบๆกันทั้งนั้น ถามเจาะซะลึกถึงโคตรเหง้าสักราชเลยบางคนโดน วันนี้ตอนเย็นๆลองโทรไปเบอร์ที่เค้าให้ไว้นัดสัมภาษณ์ไม่ได้กะจะนัดเพราะคิดว่าคงจะปิดแล้วแต่ก็มีคนรับเลยนัดไปเลยวันพุธตอนเช้า 7.30 เลย พนักงานรับสายก็สุภาพชนดีนี่หน่าแต่เราก็รู้ทันหรอกว่าหน้าบ้านก็เอาให้มันปกติไว้ก่อน พอไปสัมภาษณ์จิงสิ รับรองเจอของจิง แต่หวังว่าจะเจอคนที่ไม่เรื่องมากนะ พระเจ้า...เคยไปอ่านเจอในเว็บมีคนไปขอวีซ่าแล้วมีเงินอยู่ 8 หมื่นจะไปเที่ยวเดือนนึง อีพนักงานสาวบอกว่า "ดิชั้นว่ามีเงินแค่นี้อย่ามาขอดีกว่าค่ะ..." อีกคนออกลุงๆ หน่อยไปขอเยี่ยมญาติป่วยแต่ดันขอไป 3 เดือน อีเจ้คนเดิมบอกว่า "คุณลุงคิดว่าไปแล้วจะช่วยเค้าหายป่วยได้เหรอคะ? แล้วขอไปตั้งสามเดือน ญาติจะป่วยถึงสามเดือนเลยเหรอคะ?" อ่านแล้วแบบ ขออย่าให้เจอแบบนี้เลย เห้อ เราก็จะพยายามตอบให้อย่างเป็นธรรมชาติสุดๆเลยละกัน สู้ตายโว้ยยย...-*- ไหนๆก็เตรียมคำพูดมาแล้วอะ แต่รู้สึกว่ามันยากยิ่งกว่าสอบซะอีกนะเนี่ย พระเจ้าช่วยลูกด้วยย เออ..วันนี้ก็ไปบน กับพระพรหมมาเหมือนกันนิหน่า คนเยอะมากกกก เดินเข้าไปเห็นคนมุงๆอะไรหว่า มุงกันยังกะมอไซค์ล้ม - -" มุงไรรู้มะ คบไฟอะ ที่เอาไว้จุดธูป...ประมาณว่าคนเยอะจัด เข้าไปแปปเดียวเกิดอาการเศร้าจับจิตจับใจ น้ำตาไหลพรากๆ ป่าว ไม่ได้เจอเพื่อนที่พลัดพราก กันไปหรืออะไรหรอก ควันมันเยอะ เยอะมากๆ แสบตาไปหมด พอจุดธูปได้ กำ..ดับไม่ได้อีก ปล่อยมันลามเยอะเกิน อุ้ย อะไรกันนักกันหนา อีแม่ค้าแถวกระโน้นก็ใช่ย่อย เห็นหน้าตาใสซื่อหน่อยไม่ได้ กูแค่ถามเมิงว่ามาบน ต้องทำไงบ้าง อีนี่ยัดดอกไม้เข้ามือซ้าย ธูปเข้ามือขวา ยัดทองแผ่นมาให้อีก พร้อมบอกว่า "240 ค่ะ" ดอกเจี้ยไรวะ เด็ดจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือไงวะ แพงขี้แตก แต่ก็ไม่อยากบ่น จะบนๆ ไปให้เสร็จเลยต้องจ่ายมันไป โดนฟันไปแผลบะเริ่ม - - เข้าไปไหว้ครบสี่ทิศ ปักธูปก็ยากเย็น ดอกไม้ก็ไม่มีที่จาวาง เลยโยนมันเข้าไปข้างในๆ ดันไปโดนหัวไอ่พนักงานเก็บกวาดอีก อะไรจะแม่นปานนี้กู เค้าก็ดีไม่ว่าอะไรหยิบดอกไม้เราไปวางให้อีก ดีไม่ปาสวนกลับมา พร้อมด่าพ่อล่อแม่ ก็ดันก้มอยู่ตอนไหนมิทราบได้ แต่ก็ไม่เป็นไร...ต่อเรื่องวีซ่า เราก็กังวลมากมายเพราะคนไม่ได้ก็หลายคนอยู่ แต่เห็นเค้าว่าที่ไม่ได้ๆ ส่วนมากจะเป็นหญิงโสด เพราะสถานทูตจะเข้มงวดมากกะการที่มีโสเภณีหลุดรอดเข้าไปในประเทศเค้า เราก็ขอให้มันไม่คิดว่าเราเป็นโสเภณี เอ๊ะ ยังไง...ก็ไม่ใช่อยู่แล้วนิหว่า 555 คิดว่าใบรับรองจากจุฬาฯคงจะเป็นพระเอกช่วยเราได้...เพราะยังไงช้านกลับมาแน่ๆ ต้องเรียนปีสามนิ แกไม่ต้องห่วงว่าจะไปเป็น โรบิน หูด ที่ไหน แต่มีคนบอกขอ 3 เดือน แบบวีซ่าท่องเที่ยวมันนานไป เราก็เลยเตรียมคำพูดไว้แล้วว น่าจะผ่านนะ จะตอบมั่นๆ เลยจะได้ไม่ต้องถามมาก พอสัมภาษณ์แล้วรู้ผลก็ศุกร์นี้แหละ ทำไมมันช่างบีบหัวใจแบบนี้ก็ไม่รู้ รู้สึกวูบๆ ตลอดเวลาเลย ขนาดว่าเหลืออีกตั้งวันนึง ตอนรอผลเอ็นฯยังไม่รู้สึกขนาดนี้เลยอะ ยังรู้สึกว่าระบายยังไม่หมดเลย แต่ก็นะคงจะเบื่ออ่านกันแล้วล่ะมั้ง เด๋วจะไป(พยายามข่มตา)นอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องกลับไปพระพรหมอีกรอบ เพราะ ดันลืมปิดทองเอากลับมาบ้านทำไมเนี่ย...-*-
February 17

Home Alone

วันนี้อยู่บ้านคนเดียว กะหมาอีกหกตัว ปลาหนึ่งตัว - -" แต่ก็ไม่ค่อยได้ดูมันเท่าไหร่หรอก อิอิ วันนี้เป็นวันที่อากาศสดใสมากๆ ลมพัดเย็นทั้งวันเลย เห็นว่าแดดดี๊ดี ซักผ้าซักหน่อย เพิ่งสังเกตว่าหมู่บ้านเราช่วงกลางวันนั้นเงี๊ยบเงียบ (เพราะไอ่พวกบ้านนอกไปแบกหามทำงานกันอยู่มั้ง เลยไม่ได้มาเปิดเพลงดังๆเหมือนตอนดึกๆ) มีแต่เสียงโมบายที่แม่ซื้อมาแล้วเราเอาไปติดไว้ตรงหน้าระเบียงห้อง โดนลมพัดดังกรุ๊งกริ๊งทั้งวัน อารมณ์เหมือนอยู่วัดจีน ปกติก็อยู่แต่ข้างนอกพอได้อยู่บ้านแล้วก็รู้สึกว่ามันก็ดีไปอีกอย่าง อยู่บ้านซักผ้า(ของตัวเอง คนอื่นซักกันไปเองของใครของมัน) อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบาๆ เอ้อ เหมือนเจอความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องไปวุ่นวายอยู่ในเมืองเหมือนตอนไปเรียน นี่ถ้าเปียโนที่บ้านไม่พังนี่คงจะดีกว่านี้ แต่ก็เอาเถอะ ยังมีเวลาได้ซ้อมอยู่จนสิ้นเดือนนี้ที่พารากอน แล้วเดือนหน้าก็จะบินแล้วนะเพื่อนๆ บอกใครก็ประมาณว่า "เฮ้ย จะไปเยอรมันเหรอ???" แล้วส่วนมากจะต่อว่า "เออ..อย่าลืมของฝากกูนะ" ไม่เห็นมีใครมันบอกว่า "เออ เดินทางดีๆนะแก" เลย -*- ต้องมานั่งนับอีกว่ามีทั้งหมดกี่สิบคน มีเพื่อนเยอะมันไม่ดีตรงนี้นี่เอง!! 555+ ล้อเล่นน่ะ แต่ที่หนักใจกว่าคือจะเอาอะไรกลับมาฝากดีนี่สิ ต้องคิดกันหนักหน่อย บางคนบอกจะเอาไส้กรอกเยอรมัน มึงไปซื้อตามซุปเปอร์พารากอนก็ได้ไปแหม กว่าจะเอากลับมาก็ลงขยะกันพอดี จะว่าไปก็มีโน้ตบุคไปด้วย ก็จะออนเอมบ่อยๆ ละกันนะ ช่วงนี้ยุ้งยุ่ง ไหนจะเรื่องใกล้สอบ ขอวีซ่าอีก อันนี้ไม่รู้จะผ่านรึเปล่าแต่ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เอกสารเราก็ครบนะ แค่ตอบคำถามดีๆ แต่ก็ยังกลัวๆอยู่เหมือนกันเพราะไม่เคยขอวีซ่าคนเดียว พรุ่งนี้ไอตั๋งให้ไปถ่ายรูปอีก ทำไมต้องโทนน้ำตาลอะแก?? ยังแอบงง concept ย้อนยุคเหรอ??? ต้องติดหนวดไปมะจะได้แก่ๆไปเลย 555+ ดึกแล้วไปนอนดีกว่าพรุ่งนี้ตื่นมาไหว้ตรุษจีนแต่เช้าอีกแน่ะ อีกอย่างใกล้จะ เที่ยงคืนครึ่งเด๋วน้ำมันไม่ไหลอีก หมู่บ้านนี้มันบ้าบอ ดับไฟวันอาทิตย์(อ่านได้ blog ด้านล่าง) แล้วก็ปิดน้ำตอนเที่ยงคืนกว่า - -"
 
 
February 11

ทุกวันอาทิตย์

ตื่นมาตอนเช้าวันอาทิตย์ทีไร แม่งดับไฟทุกทีอีการไฟฟ้า ประหยัดนักไงเมิง ชาวบ้านชาวช่องไม่ต้องทำไร นั่งรอให้ไฟมา ค่าไฟจ่ายนะโว้ยย ไม่ใช่ขอใช้ฟรีๆ คิดจะดับก็ดับ ขอระบายหน่อยเถอะ! ดับไฟไปเยี่ยมแม่แกรึไงวะ จะดับก็ไม่มีแจ้งล่วงหน้า หรือแกคิดว่า "เออ กรูดับทุกวันอาทิตย์นะ พวกมานคงจะรู้แล้วล่ะมั้ง" ดับแม่งประจำกว่าจะมาก็ห้าหกโมง ต้องละเห็จออกไปข้างนอกทั้งๆที่มันเป็นวันเดียวที่กรูจะได้อยู่บ้านนะ ผ้าผ่อนก็ไม่ต้องซัก คอมเคิมไม่ต้องเล่น ไม่ต้องทำงานมัน ต้องออกไปเตร็ดเตร่นอกบ้าน จะได้ประหยัดเงินซักวันก็ทำไม่ได้ซะแล้ว (เงินแม่นะไม่ใช่เงินตัวเอง - -") วันนี้ก็เลยต้องไปดู ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ปฐมวัย อีกรอบกะที่บ้าน ทั้งๆที่ดูไปแล้ว แต่จะว่าไปก็ดีแล้วที่ดูไปก่อน ไปดูโรง Central Pinklao เน่าโคดๆเลย ขอเผาอีกซักเรื่อง เข้าไปอืมม โรงเข้าท่าดีกว้างขวางจุคนเป็นร้อย แถมคนรอบนี้นี่นั่งเต็มไปจนสุดข้างหน้าอะ!!! เกิดมาดูหนังไม่เคยเห็นว่าโรงเต็มขนาดนี้ (ปกติดูคนเดียวในโรง ที่ MBK เพราะไปดูซะตอน 10 โมงไม่มีคน นั่งดูกะผี -*-) ได้ตั๋วมาก็นั่งแถวประมาณที่ 5 จากด้านหน้า ก็โอเคนะไม่ต้องเงยมากเท่าไหร่ อันนี้ไม่ว่ากัน แต่ที่รับไม่ได้เลยสองเรื่อง เรื่องแรก อะเวลาหนังจะฉายคนก็ต้องเงียบใช่มะ? นี่ก็แบบอืมเข้าใจว่าหนังเริ่มฉายก็มีบ้างที่คนยังคุยกันอยู่ พอไปซักพัก อีเด็กผู้หญิงเปรตอายุประมาณ 8-9 ขวบ มากะแม่กะพี่สาวมันอายุประมาณ 10 กว่าขวบ อีตัวน้องมันก็พูดด้วยระดับเสียงเหมือนใส่ headphones ไว้ (พูดแบบฉีกปากมาพูดนั่นแหละ) "แม่ๆ ! นั่นอะไรอะ" พร้อมชี้ไปที่จอ ตอนแรกๆก็อืม เข้าใจแหละ เด็กอายุประมาณนี้ก็อยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา ยังไม่ว่าอะไร พอหนังเริ่มฉายไปซักพัก มันเอาอีกแระ "ใครอะ แม่!" "เค้าทำไรกันอะแม่!" "นั่นอะไรอะแม่" ด้วยเสียงอันดัง ย้ำ! เสียงดังมาก บางคนก็หันมาดูบ้าง ไปๆมาๆชักทนไม่ได้แระ นั่งอยู่ข้างหลังกรูแถมแหกปากตะโกนอีกเลยหันไปบอกว่า "น้องคับเงียบๆหน่อยสิคับ" มันก็เงียบไป 5 วินาที แล้วก็พูดเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้นกะแม่มานต่อไป คิดในใจหืมถ้าเมิงเป็นน้องกรูจะเอารองเท้ายัดปากให้ คนเค้าดูเต็มโรงดันมานั่งแหกปากถามโน่นนี่ คือพูดไม่ว่าอะไร นี่ดันแหกปากพูด อีแม่มันก็ไม่แพ้กัน แทนที่จะเตือนลูกมันให้เงียบ นี่ปล๊าว! อธิบายให้ลูกมันฟังหมด แถมไม่ได้พูดเบาไปจากลูกมันเท่าไหร่ คิดดูว่ามันจะน่ารำคาญแค่ไหนนะ คือแม่มันไม่คิดหรอไงว่าอีเด็กตัวแค่เนี้ย มันจะดูรู้เรื่องปะหนังเนี้ย คำราชาศัพท์ก็ทั้งเรื่องคำโบราณอีก ไหนๆจะเรื่องราวประวัติศาสตร์ ตัวละครก็เยอะแยะตาแป๊ะไก่ อีเวรนี่ก็ถามมันทั้งเรื่อง แม่เราก็ทนไม่ไหวละ เลยหันไปบอกอีแม่มันว่า "คุณคะบอกลูกคุณให้หุบปากได้มั๊ยคะ!" แม่เราก็แรงมาแต่ไหนแต่ไร อันนี้ถือว่าแค่ตักเตือน มันก็ลด volumn ให้ สองขีดเห็นจะได้ แต่ก็ยังถาม-ตอบเหมือนตอบปัญหาชูรักชูรสมันต่อไป คนอื่นที่นั่งรอบๆก็มีแบบหันไปมองจ้องเลยก็มี สรุปมันก็ไม่ได้มียางอายหยุดพูดแต่อย่างใด อีเด็กมันก็คงไม่เป็นไรเพราะยังไม่ประสีประสา แต่อีแม่ม้าลายมันดิ (ใส่เสื้อม้าลายเชียว - -") สุดๆจิงๆ เรื่องที่สอง ซื้อบัตรนะก็ราคาเท่าโรงอื่นแต่คุณภาพเน่ายิ่งกว่าปลาร้าค้างปี ภาพน่ะโอเค เสียงดิ ปกติดูหนังเสียงก็ต้องกระหึ่มใช่ปะ นี่แบบดูๆไป เสียงมันก็ลดระดับ ไปเบา เหมือนฟิล์มไม่ดีอะ คิดว่าเออไม่เป็นไรเป็นแค่แรกๆ โอเค สรุปเป็นทั้งเรื่องจ้า -*- ดีนะที่ดูมาก่อน แล้วลองคิดดู เสียงหนังก็เบา(สลับดัง ซึ่งส่วนมากจะเบา) แล้วยังต้องมานั่งฟังอีสองแม่ลูกเกมเศรษฐี ถาม-ตอบกัน สุดทนจิงๆ เลยคุยกะน้องชายว่า "เห้ย เด๋วจบเรื่องเปิดไฟหันไปจ้องหน้ามันกัน" พอตอนจบเรื่องนะ มันรีบเผ่นเลยว่ะ ไฟยังไม่เปิดด้วยคับท่าน เหมือนจะรู้ว่า กรูโดนยำตรีนแน่ถ้าขืนเสนอหน้าอยู่ต่อไป มันก็หนีรอดไปได้ พอหนังจบเราก็ไปต่อว่ากะที่โรงหนังว่า เอาหนังคุณภาพแย่แบบนี้มาฉายไม่ได้นะ เราก็เสียเงินเข้าไปดูเท่าที่อื่น ไม่ใช่แต่สักว่าจะฉายนะ ลูกค้าเสียเงินมาดูมันไม่คุ้มนะ เค้าก็ขอโทดไป อันนี้จบไป เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวที่ food court แถวโรงหนังนั้น โชคดี (ของเรา) เจออีสามแม่ลูกนั่น โห อยากจะราวน์ดอฟซิกแซก ลังกาเกียวกระโดดถีบขาคู่ไปที่ปากอีเด็กเวรนั่นจิงๆ แต่ติดที่แม่สอนมาดีเลยหักห้ามใจไว้ได้ พอดีแม่มันเดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยว ปล่อยลูกมันไว้ที่โต๊ะ พอดีเพิ่งเดินไปซื้อน้ำมาต้องเดินผ่านโต๊ะมัน เราก็แยกแยะเป็นว่าอีคนพี่มันเงียบ ไม่ได้มีปัญหาอันใด ตอนเดินผ่านเลยหันไปด่าอีน้องมัน "อีเด็กบร้า แกไม่มีมารยาทเลยนะ บอกให้แม่แกสอนดีๆหน่อยสิ" แล้วก็เดินกลับไปที่โต๊ะเรา บอกทุกคนว่าเจออีเด็กนั่นล่ะ เลยยด่ามันไปแล้วเพราะมันหนีออกโรงไปก่อนหน้านั้น แล้วก็ชี้ให้ดูว่า โน้นมันนั่งกันอยู่ตรงโน้น เชื่อมะว่า มันหายไปแล้ว ทั้งที่แม่มันเพิ่งซื้อก๋วยเตี๋ยวกลับมาเอง นั่งกินธรรมดาไม่เร็วขนาดนี้แน่ คือหนีไปแล้วนั่นเอง เห้อ คนเราแปลกๆนี่มีเยอะมากอะ พิมมาเยอะอะ ใครอ่านถึงตรงนี้นี่ถือว่าอึด อิอิ
 
ป.ล.นี่เรื่องจิงหมดนะ ไม่ได้แต่ง นึกแล้วก็สนุกดีเหมือนกันได้เจออะไรแปลกๆดี -*-